เสริมหน้าอก แก้ไขหน้าอกหย่อนคล้อย

หน้าอกเล็ก หน้าอกไม่ได้รูปหย่อนคล้อย สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่สร้างความกังวลใจให้กับผู้หญิง การมีหน้าอกตึงได้รูปนับว่าเป็นหนึ่งความปรารถนาของผู้หญิงทุกคน การมีขนาดหน้าอกที่เหมาะสม ย่อมช่วยสร้างความมั่นใจ ส่งเสริมบุคลิกภาพให้ดีขึ้นได้ ทำให้สวมใส่เสื้อผ้าชุดไหนก็ดูดี จึงทำให้ผู้หญิงในปัจจุบันให้ความสนใจในเรื่องการทำศัลยกรรมมากขึ้น วันนี้เรามาดูกันว่าการเสริมหน้าอกนั้น ทำให้หน้าอกสวยงามได้อย่างไรบ้าง แต่ปัจจุบันก็เยอะมากจนไม่รู้ว่าจะ เสริมนมที่ไหน

การเสริมหน้าอกดีอย่างไร

การเสริมหน้าอกในปัจจุบันที่ได้รับความนิยมคือการผ่าตัดเสริมเต้านมด้วยการใช้ถุงซิลิโคน สำหรับสาวเอเชียที่มีขนาดหน้าอกเล็กย่อมให้ความสนใจกับการเสริมหน้าอกเป็นพิเศษ เพื่อเพิ่มขนาดหน้าอก ทำให้อกอึ๋ม หน้าอกมีทรงโตมากขึ้น การมีอกเต่งตึงกระชับ จะทำให้เนินอกอิ่ม เพิ่มความเซ็กซี่ นอกจากปัญหาหน้าอกเล็กแล้ว การมีหน้าอกหย่อนคล้อย อันเกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น จะทำให้รูปร่างหน้าอกขาดความสวยงาม การเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนจึงเป็นทางเลือกที่ดี สำหรับการแก้ไขรูปร่างขนาดหน้าอก ให้มีรูปร่างสวยตามที่ต้องการ

การเสริมหน้าอกคืออะไร

การเสริมหน้าอก เป็นการทำศัลยกรรมผ่าตัดเพื่อเพิ่มขนาดหน้าอกให้ใหญ่ขึ้น โดยขนาดเต้านมของแต่ละคนล้วนขึ้นอยู่กับพันธุกรรม หลายคนมีขนาดเต้านมเล็กกว่าปกติ หลายคนต้องเผชิญกับปัญหาเต้านมเล็กลงในภายหลัง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องให้นมบุตรเป็นเวลานาน เต้านมจะมีขนาดเล็กลงร่วมกับการหย่อนคล้อยของเต้านม ในบางกรณีอาจมีปัญหาเต้านมทั้งสองข้างมีขนาดไม่เท่ากัน

การวางแผนเสริมหน้าอก

ก่อนตัดสินใจเสริมหน้าอก ควรศึกษาหาข้อมูลให้ดีเสียก่อน จึงนั้นจึงเข้าไปพบแพทย์เพื่อทำการปรึกษา แจ้งความต้องการของตัวเอง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า จะได้หน้าอกสวยงามตามที่ตนเองต้องการ หลังจากนั้นแพทย์จะทำการตรวจร่างกาย ตรวจสภาพเต้านม บอกรายละเอียดต่าง ๆ ให้คนไข้ทราบ

ผู้ที่เหมาะสำหรับการเสริมหน้าอก

  • ผู้ที่มีขนาดเต้านมเล็ก ต้องการเพิ่มขนาดหน้าอกให้ใหญ่ขึ้น
  • ผู้ที่มีขนาดเต้านมทั้งสองข้างไม่เท่ากันอย่างเห็นได้ชัด
  • ผู้ที่มีเต้านมหย่อนคล้อยอันเกิดจากการให้นมบุตร รวมถึงผู้ที่มีหน้าอกหย่อนคล้อยอันเกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น

รูปทรงของซิลิโคนที่นำมาใช้เสริมหน้าอก

  1. ทรงกลม เป็นถุงซิลิโคนรูปทรงกลม นูนตรงกลาง มีรูปร่างคล้ายกับซาลาเปา มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ
  2. รูปทรงหยดน้ำ ซิลิโคนรูปแบบนี้มีเนื้อส่วนบนเรียบเล็กกว่า ส่วนล่างมีเนื้อเต็มและขนาดใหญ่กว่า มีลักษณะใกล้เคียงกับรูปทรงของหน้าอกตามธรรมชาติ

การเสริมหน้าอก เป็นการเพิ่มขนาดหน้าอกสำหรับสาวที่มีอกเล็กแล้วอยากเพิ่มขนาดหน้าอกให้ใหญ่ขึ้น นอกจากนี้การเสริมหน้าอกยังช่วยแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่มีหน้าอกหย่อนคล้อย ให้หน้าอกกลับมาเต่งตึง กระชับได้รูปมากขึ้นกว่าเดิม

 

 

มีใครที่มองหน้าอกตัวเองแล้วขาดความมั่นใจ และคิดจะไปทำศัลยกรรมบ้างมั้ย

แต่เดี๋ยวนี้ใครไม่พอใจ ไม่ชอบใจส่วนไหนของตัวเองก็มักจะไปทำศัลยกรรมกัน
จนกลายเป็นที่นิยมของที่แบบใครๆ
ก็ทำ….หันมาดูตัวเองบางวันกลุ้มใจเรื่องหน้าอกไข่ดาว
(ย้ำว่าไข่ดาวจริงอะไรจริง ๆ)
เกิดความคิวอยากจะผูกมัดใจสามี รู้สึกไม่มั่นใจเมื่อยู่ต่อหน้าสามี
และเวลาต้องใส่เกาะอกออกงาน เพราะสามีแอบไปมองคนอื่นอะไรทำนองนี้นะ
แต่ก่อนตัดสินใจก็แอบบกระซิบถามสามีนะ สามีก็บอกว่าพูดตรงๆ
นะถ้าไปทำไม่กลัวเจ็บหรอ ไม่อยากเสียเงิน แล้วจะมาเสียใจทีหลังนะ
ถ้าจะทำก็เลือกดีดีมีมาตรฐานแล้วกัน สมัยนี้เปิดกันเยอะแยะ
เชื่อแต่เพื่อนอย่างเดียวก็ไม่ได้นะ
แต่เราก็บอกว่าหน้าอกมันสำคัญนะ อยากใส่เสื้อผ้าสวย ๆ
เคยคิดศัลยกรรมเพื่อแค่ต้องการความมั่นใจ ก็ต้องตัดสินใจ
เดี๋ยวนี้ผู้หญิงไม่ได้ทำงานแบบใช้รูปร่างหน้าตาอย่างเดียวนะ สรีระก็สำคัญยิ่งกว่า
จึงจะสวยหมดจดเดินหน้าออกจากบ้านได้โดยไร้เมคอัพ
แต่สรีระสมส่วนอันนี้ก็ทำให้เรามั่นใจได้อีกเช่นกัน
ยังไงเราว่ามีหน้าอกใหญ่สมส่วน มันส่วยจริงๆนะ อีกอย่างเรามีรูปร่างแบบแอบเปิ้ล
เอวคอด ก้นใหญ่ แต่ไร้หน้าอก บางทีหน้าอกแบนๆ มันหาเสื้อผ้าใส่ยากมากๆ
เดรสสวยๆ ที่พอดีเอว แต่ไม่มีหน้าอก เราได้คำแนะนำจากเพื่อนเยอะแยะเลย
ไปเสริมอกที่นี่นะ เราไปทำมาแล้ว ประทับใจมากๆ เราตกใจเลย
อ้าวนี้เพื่อนเราไปทำมาแล้วเหรอ มิน่าละ สวยจังเลยแอบมองอยู่ตั้งนาน
แต่ก็อดคิดไม่ได้ส่วนใหญ่จะบอกว่า ชอบแบบธรรมชาติๆ
แต่ไม่ใช่ธรรมชาติที่แบนนะ
ต้องเป็นเต้าที่สวยแบบธรรมชาติแต่พอมีสาวสวยศัลย์เดินผ่านมาทีไร
ก็มองจนเหลียวหลังทุกที เลยแต่ละคน ไม่นับว่าดารา พริตตี้
ที่เขาชอบและบอกว่าสวยธรรมชาติๆไม่แต่งหน้าก็สวย
ผู้หญิงอย่างเราๆก็ดูออกเลยว่าพวกนาง

มิได้หน้าเปล่าเปลือยอย่างที่หนุ่มๆหลงกลสักนิด
ดูๆแล้วไม่มีใครที่ไม่มีหน้าอกเลยจริงๆนะ

การทำตาสองชั้นทางออกของคนตาตี่

ตา2ชั้น


ศัลยกรรมทำตาสองชั้น
เพื่อความสวยงามและได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆของบ้านเรา เมื่อทำออกมาแล้วคุณก็จะได้รูปดวงตาที่กลมโต ช่วยให้รูปหน้าเปลี่ยนเชื่อปัญหาที่มีตาชั้นเดียว ตาตี่สำหรับผู้หญิงนั้นต้องเป็นปัญหาใหญ่มากๆเพราะจะทำให้สาวๆนั้นแต่งหน้าที่ลำบากจำเป็นต้องอาศัยการติดสติ๊กเกอร์ตาสองชั้นช่วย บางคนที่มีฝีมือก็ติดออกมาได้เท่ากัน สำหรับผู้ชายที่ทำส่วนมากจะเป็นหนุ่มตี๋ แต่เมื่อทำออกมาแล้วก็จะดูใบหน้าคมเข้มขึ้นมาทันที  ทำตาสองชั้นจึงเป็นทางออกของใครหลายคนที่ให้ความสนใจและต้องการปรับเปลี่ยนรูปหน้าซึ่งปัจจุบันนี้มีดาราหลายคนนิยมไปทำกันจึงเป็นเหมือนการโฆษณาชั้นยอดเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมเพราะส่วนใหญ่ต่างก็จะสวยหล่อกันทั้งนั้น สำหรับการทำตาสองชั้นนั้นแบ่งได้เป็น 2 แบบคือ

  1. การผ่าตัดโดยการกรีดชั้นของหนังตา ซึ่งวิธีนี้จะเหมาะสำหรับคนที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป หรือคนที่เริ่มมีปัญหาเรื่องของหนังตาตก หรือคนที่มีไขมันอยู่ที่เปลือกตาเยอะทำให้หนังตากย้อยได้ หรือคนที่มีผิวเปลือกตาที่หนากว่าปกติ หลังจากการผ่าตัดเสร็จแล้วก็จะทำให้ดูมีตาสองชั้นมากขึ้น เมื่อผ่านไปนานๆก็จะไม่คลายออกอีกทั้งการผ่าตัดยังสามารถกำหนดจุดได้แม่นยำมากแต่ในช่วงแรกของการผ่าตัดจะมีอาการบวมที่นานกว่า แต่ก็ให้ผลที่ดูมีความเป็นธรรมชาติมากกว่าแบบอื่นแต่ก็จะต้องขึ้นอยู่กับลักษณะของผู้ที่ผ่าตัดด้วยเช่นกัน
  2. การทำตาสองชั้นแบบเย็บ 3 จุด เป็นวิธีที่คุณไม่ต้องกรีดตา ซึ่งจะเหมาะกับผู้ที่มีอายุที่ไม่มากมีตาชั้นเดียวเหมือนสาวหมายที่มีผิวเปลือกตาที่บางไม่มีไขมันที่เปลือกตามากหรือมีเป็นส่วนน้อยและชั้นหนังตาที่ไม่หย่อนและตกลงมามากเกินควร สำหรับใครที่เลือกวิธีนี้จะไม่มีการนำผิวหนังตาส่วนเกินออกไปทำให้มีอาการหลังการผ่าตัดที่ไม่มากส่งผลให้แผลนั้นหายไวเร็วยิ่งขึ้นอีกทั้งไม่ต้องตัดไหมถึงแม้จะเป็นการเย็บ รวมถึงแผลเป็นก็ไม่มีเพราะเป็นวิธีการเย็บที่เพียงแค่เปลือกตาเท่านั้นจึงไม่ทำให้เกิดรอยแผลเป็นได้

 

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับเรื่องการทำตาสองชั้นนั้นไม่ว่าจะเป็นการเลือกทำแบบใดก็ตามต้องเผื่อใจเอาไว้บ้างเพราะตาของคุณนั้นจะไม่คงสภาพอยู่อย่างถาวรแน่นอนเมื่ออายุเริ่มมากขึ้นตามวัยเปลือกตาบนก็จะต้องย้อยห้อยลงมาปิดอยู่แล้ว หรือบางรายก็จะค่อยๆเลือนหายไปเองตามอายุ หรือความชำนาญของผู้ที่ทำก็มีส่วนที่เกี่ยวข้องเช่นกัน

ซิลิโคนเสริมหน้าอกแบบผิวเรียบหรือหยาบอย่างได้ดีกว่ากัน

เชื่อว่าบางคนต้องเคยสงสัยว่าการเลือกซิลิโคนการเสริมหน้าอกแบบผิวเรียบกับซิลิโคนผิวขรุขระนั้นมีความแตกต่างอย่างไรและต้องเลือกแบบไหนถึงจะดีกว่ากันและอย่างไหนนั้นมีอันตรายมากกว่ากัน

lightstargod / Pixabay

สำหรับซิลิโคนชนิดผิวเรียบที่ได้มีวิวัฒนาการและถูกพัฒนาเริ่มนำมาใช้กันมาก แต่สำหรับผิวหยาบหรือผิวขรุขระเพิ่งจะได้รับความนิยมในช่วงหลังๆมานี้ เพราะผิวหยาบจะมีโอกาสที่เกิดการแข็งตัวของอกได้น้อยกว่าการเกิดพังผืดที่น้อยกว่าเช่นกัน ในปัจจุบันราคาของซิลิโคนทั้งคู่นั้นมีราคาไม่ต่างกัน ซึ่งแพทย์จะนิยมเลือกแบบผิวหยาบให้กับผู้ที่ต้องการเสริมหน้าอกมากกว่า เพราะจะช่วยลดการแข็งตัวของซิลิโคนได้เป็นอย่างดี แต่ก็ต้องนวดหน้าอกเช่นเดียวกันกับการเสริมแบบเรียบ

ใครที่มีความคิดที่สนใจอยากเสริมหน้าอก สิ่งแรกที่ต้องดูให้ดีคือความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของผู้ที่ทำการผ่าจัดเพื่อที่จะสามารถตรวจสอบสภาพของเต้านมและร่างกาย โดยที่คุณบอกความต้องการว่าอยากได้ขนาดเท่าไรกี่ซีซีให้แพทย์ทราบ เพื่อที่จะได้รู้ถึงรายละเอียดก่อนทำการผ่าตัดอีกทั้งเป็นการทำความเข้าใจที่ตรงกันทั้งสองฝ่ายนั่นเอง การศัลยกรรมการเสริมหน้าอกจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง และระยะเวลาการพักฟื้นหลังจาการผ่าตัดประมาณ 7 วัน จะมีรอยแผลที่บริเวณใต้รักแร้ ใต้ราวนม หรือรอบปานนม ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน แล้วแต่ว่าคนไข้นั้นเลือกตำแหน่งไหนในการผ่าตัด

หลังจากการผ่าตัดเสริมหน้าอก คุณอาจจะได้รับความรู้สึกว่าตึงๆระบบมากที่รอบหน้าอก จะเป็นอยู่ประมาณ 2-3 วันแรกเท่านั้นถือว่าเป็นปกติ แต่ถ้าเกิน 7 วันแล้วยังมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นก็ให้รีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อหาสาเหตุ แต่เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 30-60 วัน หลังจากการผ่าตัด หน้าอกก็จะเริ่มใกล้เคียงความเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญมากที่สุดนั่นคือคุณต้องทำการนวดเต้านมอย่าต่อเนื่องอีก 6-8 เดือน เพื่อไม่ให้เกิดการรัดตัวของพังผืดหรืออาจะเกิดเป็นมะเร็งได้ในที่สุด

ซิลิโคนโดยปกตินั้นจะมีอายุการใช้งานที่นานคือจะอยู่คู่กับเราตลอดไป จากการพัฒนาคุณภาพของซิลิโคนให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้นและมีการรับรองจากอย.อีกทั้งมีการยืนยันแล้วว่าหากซิลิโคนนั้นแตกแล้วไหลซึมเข้าสู่ร่างกายก็ไม่ได้เป็นมะเร็งตามที่เป็นข่าวแน่นอน และโอกาสที่จะรั่วหรือฉีกขาดก็มีเปอร์เซนต์ที่น้อยมากๆถ้าไม่ได้รับการกระแทกอะไรที่รุนแรงหนักๆ หากเป็นซิลิโคนที่ไม่ได้มาตรฐานก็จะมีราคาถูกแต่จะต้องเปลี่ยนทุกๆ 5 ปีเพราะมีโอกาสสูงที่จะรั่วได้ง่ายกว่าของที่มีมาตรฐานแน่นอน

การเสริมจมูกสามารถทำได้หลายวิธี

ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือชายที่ต้องการเสริมจมูกเพื่อความสวยงามหรือต้องการแก้ไขปัญหารูปหน้าให้สมส่วนมากที่สุดหรือเพื่อต้องการเปลี่ยนให้เป็นคนที่มีบุคลิกภาพที่ดี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีรูปจมูกที่แบน บาน คด เบี้ยว หรือมีปัญหาเรื่องการหายใจ ก็จะนิยมกันมาทำจมูก แต่ในปัจจุบันที่นิยมทำกันก็มีให้เลือกหลายแบบ ดังนี้

  1. การใช้ซิลิโคนเสริมจมูก ซึ่งจะเป็นพอลิเมอร์ที่สามารถเหลาขึ้นรูปได้และมีความยืดหยุ่นทั้งนี้ต้องใช้ความชำนาญของแพทย์ที่จะเหลาเพราะซิลิโคนที่มีสำเร็จนั้นจะไม่ได้ทรงเท่าไร สำหรับการผ่าตัดนั้นจะมี 2 แบบคือ การผ่าตัดซ่อนแผล คือจะทำการผ่าตัดซ่อนไว้ภายในจมูก หรือการผ่าตัดแบบเปิด แต่จะไม่เหมาะกับคนที่เป็นแผลเป็นง่าย
  2. การฉีดสารเสริมจมูก จะเป็นการทำให้จมูกโด่งเพียงแค่ปลายจะมูกเท่านั้นซึ่งจะมี 2 แบบคือ การฉีดฟิลเลอร์ที่มีผลอยู่ประมาณ 4-6 เดือนเท่านั้น และ การใช้ไขมันตนเอง จะคงสภาพนานเพียง 6 เดือนเท่านั้นแล้วก็จะสลายเองไปตามเวลา
  3. การเสริมจมูกด้วย Gore-Tex จะมีลักษณะเป็นรูพรุนที่เหมือนฟองน้ำเพื่อให้เนื้อเยื่อสามารถแทรกเข้าไปเจริญเติบโตได้ และสามารถยึดติดกับร่างกายได้ดี แต่จะมีราคาแพงและลดความเสี่ยงซิลิโคนทะลุออกมาได้ดี แต่เมื่อทำออกมาแล้วจะดูแข็งๆจึงต้องเสริมที่ปลายจมูกเพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
  4. การใช้กระดูกอ่อนที่ใบหูนำมาเสริมจมูกเป็นอีกหนึ่งวิธีที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการให้ปลายจมูกนั้นมีความโด่งหรือคนที่ทำมาแล้วและซิลิโคนกำลังจะทะลุออกมา จำเป็นต้องใช้กระดูกอ่อนมาช่วยเสริม
  5. การผ่าตัดปีกจมูก ซึ่งเป็นการตัดปีกจมูกที่มีความบานเพื่อให้ดูเล็กลงเรียวได้ทรงมากขึ้น แผลอาจจะหายช้าเนื่องจากปีจมูกนั้นจะมีต่อมไขมันอยู่ค่อนข้างมาก

การผ่าตัดเสริมจมูกคุณจำเป็นต้องเลือกวิธีการศัลยกรรมให้เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุดเพราะถึงอย่างไรคุณก็ต้องอยู่กับมันไปตลอด การนำแบบทรงจมูกที่คุณนั้นต้องการเอาไปให้แพทย์ได้วิเคราะห์ว่าคุณนั้นสามารถทำได้หรือไม่หรืออาจะได้แค่มีความคล้ายเท่านั้นด้วยปัจจัยหลายอย่างที่คุณนั้นไม่สามารถที่จะทำตามได้เช่น เนื้อที่ปลายจมูกมีมากหรือน้อย ทำออกมาแล้วไม่ได้สัดส่วน ทำออกมาแล้วไม่ถูกใจหรือทำแล้วดูไม่สวยคุณอาจจะต้องไปนอนให้แก้ไขใหม่อีกครั้ง ในรอบสองนี้จะเป็นปัญหาแน่นไหนจะต้องเสียเงินและที่สำคัญการทำจมูกรอบสองก็จะไม่ง่ายเหมือนตอนที่ทำในครั้งแรกแน่นอน

วิธีการเสริมคางน่ากลัวไหม ?

ปัจจุบันการทำศัลยกรรมเสริมความงามนั้นเป็นอีกหนึ่งความงามที่ไม่ว่าผู้หญิง หรือผู้ชายที่หันมาให้ความสำคัญกันเพิ่มมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาเรื่องรูปหน้า การเสริมความมั่นใจให้กับตัวบุคคล ซึ่งบางรายอาจต้องใช้บุคลิกรูปร่างในการทำงาน เริมคารงเพื่อปรับรูปหน้าให้ดูมีความสมส่วนมากขึ้น ก่อนการตัดสินใจทำศัลยกรรมจำเป็นต้องทำการศึกษาและหาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนการตัดสินใจที่จะเข้ารับการผ่าตัด สำหรับขั้นตอนการทำศัลยกรรมคางมีดังนี้

ก่อนที่จะทำการผ่าตัดเสริมคาง แพทย์จะทำการผ่าตัดส่วนของคางเดิมและรูปหน้าทั้งหมด เพื่อที่จะเลือกวัดขนาดของซิลิโคนที่เหมาะสมและตำแหน่งที่ที่ต้องทำการผ่าตัด หลังจากนั้นจะนามาค่าที่ได้มาเหลาซิลิโคนให้เข้ารูปพอดีกับรูปคางเดิมของคุณ ต่อมาแพทย์จะทำความสะอาดใบหน้าและช่องปากก่อนที่จะทำการผ่าตัด และแพทย์ก็จะวาดเส้นเพื่อกำหนดจุดในการผ่าตัด จากนั้นก็จะทำการฉีดบาชาบริเวณคางทั้งหมด ในขณะที่ทำการเสริมคางแพทย์จะให้ยาสลบเพื่อลดอาการเกร็งจากนั้นก็จะเริ่มต้นในกระบวนการผ่าตัดเสริมคางทันที สำหรับวัสดุที่นำมาใช้ส่วนใหญ่จะนิยมเป็นแทงซิลิโค ที่มีลักษณะยืดหยุ่น ซึ่งจะผ่านการเหลามาให้พอดีกับคางของคนไข้เรียบร้อย

จากนั้นแพทย์จะทำหารเปิดผิวบริเวณคางโดยความยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร สำหรับบาดแผลของแต่ละคนนั้นอาจจะยาวไม่เท่ากันซึ่งจะขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้ที่ทำการผ่าตัดเท่านั้น จะเย็บปิดแผลด้วยไหมะลาย ก็จะละลายไปเองได้ภายใน 10 วัน

ระยะเวลาในการทำก็จะใช้ระยะเวลาประมาณ 30-60 นาที การศัลยกรรมเสริมคางเป็นอีกหนึ่งเสริมความงามที่นิยม ทำกันมากในปัจจุบัน แต่ก็จะมีความเสี่ยงคือคุณอาจจะเกิดอาการริมฝีปากบวมรู้สึกชา เนื่องจากด้านในฝีปากล่างจะมีแผลที่เกิดจาการผ่าตัด แต่เมื่อผ่านไปได้สักระยะอาการก็จะค่อยๆบรรเทาอาการปวด บวม รวมถึงการรับรู้ความรู้สึกที่คางอาจจะเปลี่ยนไปหรืออาจเป็นแบบถาวรหรือเป็นๆหายๆก็ได้ เมื่อเสริมคางมาแล้วก็ต้องระวังเรื่องการกระทบกระแทกที่บริเวณใบหน้า เพราะอาจจะเป็นสาเหตุที่จะทำให้ซิลิโคนนั้นเลื่อนหลุดออกจากตำแหน่งได้ง่าย หรือการเกิดอาการติดเชื้อได้ง่ายซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทั้งภายในและภายนอกปาก

สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องคางที่สั้นมากจนเกินไปก็ไม่สามารถที่จะทำศัลยกรรมเสริมคางได้ควรเลือกเป็นการผ่าตัดเลื่อนกระดูกคางแทนจะเหมาะสมที่สุดกว่าการใสซิลิโคน หรือผู้ที่มีปัญหาเรื่องคางเบี้ยวไม่เท่ากัน จากกระดูกคาง เมื่อทำการเสริมด้วยซิลิโคนก็อาจจะทำให้คางเบี้ยวได้ง่าย ซึ่งก่อนการทำการศัลยกรรมควรต้องได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ทุกครั้ง

อยากสวยด้วย การทำตาสองชั้น ควรรู้ไว้

การทำศัลยกรรมในปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นเรื่องปกติของสาว ๆในยุคนี้ไปแล้ว เพราะทุกคนก็ล้วนแต่อยากมีองค์ประกอบของใบหน้าที่สวยงามด้วยกันทั้งนั้น จุดหนึ่งที่ช่วยทำให้ใบหน้าสวยสดใสก็คือดวงตา ดังนั้นการทำศัลยกรรมทำตาสองชั้น เป็นวิธีที่จะช่วยทำให้ดวงตาของเราสวยงามขึ้น สำหรับคนที่มีตาชั้นเดียวโดยกำหนด วันนี้เรามีข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับการทำตาสองชั้นมาฝากกัน

การทำตาสองชั้นมีชื่อภาษาอังกฤษเรียกว่า (Double eyelid operation) เป็นการผ่าตัดเพื่อแก้ไขเปลือกตาด้านบนที่อวบอิ่มไม่มีชั้นหนังตา ที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า ตาชั้นเดียว ขั้นตอนการตกแต่งหนังตา สามารถทำได้ด้วยการผ่าตัดและการเย็บจะทำให้เกิดเปลือกตาที่บางเป็นธรรมชาติ ทำให้เกิดชั้นหนังตา โดยแพทย์จะทำการเย็บบริเวณขอบตาล่างและรอยผ่าตัดเข้ากับเยื่อของบริเวณกล้ามเนื้อหนังตาที่ต้องการ

วิธีการทำตาสองชั้น

  1. การกรีดหนังตา วิธีการนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีเปลือกตาหนา มีชั้นไขมันสะสมอยู่ใต้หนังตามาก จะมีการกำหนดชั้นหนังตาตามที่ต้องการ โดยการเริ่มกรีดหัวหนังตาไปจนถึงหางตาตามแนวที่ได้กำหนดไว้ การผ่าตัดจะนำเอาไขมันบางส่วนออก แล้วทำการเย็บหนังตาเข้าด้วยกัน จะทำให้เกิดชั้นหนังตาที่บาง ทำให้เกิดชั้นหนังตาขึ้น การผ่าตัดแบบนี้จะใช้อุปกรณ์หลายอย่างรวมกัน เช่น มีดผ่าตัด เข็ม ไฟฟ้า เลเซอร์
  2. การผ่าตัดเปิดแผลขนาดเล็ก การทำตาสองชั้นด้วยวิธีนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่มีหนังตาบาง มีชั้นไขมันไม่มาก หนังตาไม่หย่อนหรือตกมาก การผ่าตัดเปิดแผลขนาดเล็กตามแนวยาวของชั้นตา เพื่อแก้ไขให้ได้รูปร่างตามที่ต้องการ ในขั้นตอนนี้จะมีการนำไขมันบางส่วนออกมาด้วย หลังจากนั้นจึงเย็บหนังตาเข้าด้วยกัน เมื่อแผลหายจะทำให้เกิดหนังตาขึ้น
  3. การเย็บหนังตา การทำตาสองชั้นด้วยวิธีนี้ จะไม่มีการกรีดหนังตา เหมาะสำหรับผู้ที่มีหนังตาบาง หนังตาไม่ค่อยมีชั้นไขมันและหนังตาไม่หย่อนมากเกินไป โดยแพทย์จะเริ่มเจาะหนังตาตามระยะจุดต่าง ๆ ตั้งแต่หัวตาไปจนถึงหางตา พร้อมกับเย็บหนังตาตามแนวที่ต้องการ

ลักษณะของตาสองชั้นที่ดี หลังการผ่าตัด

  • ชั้นของตาทั้งสองข้างเท่ากัน ไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป
  • ชั้นตาไม่ลึกและตื้นจนเกินไป ดูเป็นธรรมชาติ
  • ขณะมองลงล่าง ชั้นหนังตาไม่ควรมีให้เห็น
  • หลังผ่าตัด 2 สัปดาห์ ไม่มีอาการตามัว

การทำตาสองชั้น เป็นรูปแบบหนึ่งของการทำศัลยกรรม เพื่อตกแต่งหนังตา ให้ดูสวยงามขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีตาชั้นเดียวมาแต่กำหนด ก็สามารถแก้ไขหนังตาด้านบน ให้เกิดเป็นร่องดูเป็นธรรมชาติ ทำให้ดวงตาสวยงามรับกับใบหน้า

 

4 ผลร้ายที่ไม่คาดคิด หลังทำศัลยกรรมจมูก

ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางด้านศัลยกรรมได้พัฒนาขึ้นมาก รวมถึงมีการคิดเทคนิคต่าง ๆ เพื่อทำให้การศัลยกรรมมีความปลอดภัยมากขึ้น ทำให้จมูกที่ทำให้ออกมามีรูปที่สวยงามขึ้น แต่ยังไงก็ตาม เมื่อทำศัลยกรรมเสร็จแล้ว ก็ต้องเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ วันนี้เราลองมาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังทำศัลยกรรมเสร็จแล้ว

  1. แผลหายช้า เกิดอาการบวมช้ำ การทำศัลยกรรมจมูกนั้นหลังจากทำเสร็จแล้ว ในช่วงอาทิตย์แรกนั้น เป็นช่วงที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก เพราะแผลยังไม่หายดี อาจทำให้การติดเชื้อและอาการแทรกแซงอย่างอื่นเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในช่วง 3 วันแรก ต้องดูแลเรื่องความสะอาด อย่าให้แผลได้รับการกระทบกระเทือน หลังจาก 1 อาทิตย์ จมูกจะเริ่มยุบตัวลง แต่ก็มีผู้บางรายที่หลังจากผ่านสัปดาห์แรกไปแล้ว ยังมีอาการอับ  เสบบวมช้ำของจมูกก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหายซักที แถมยังมีอาการช้ำมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก หากมีอาการเหล่านี้ แสดงว่าแผลมีการติดเชื้อขึ้นแล้ว ควรรีบปรึกษาแพทย์ที่ทำการรักษาโดยด่วน
  2. จมูกทะลุ นอกจากแผลเกิดการติดเชื้อ ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดแล้ว ปัญหายังไม่ได้อยู่เพียงแค่นั้น เพราะอาจทำให้เกิดการลุกลามจนทำให้จมูกทะลุได้ สาเหตุเหล่านี้อาจเกิดจากปัญหาซิลิโคนที่ไม่พอดีกับรูปจมูก ทำให้เกิดอาการบวมช้ำ ในบริเวณที่ใส่ซิลิโคนลงไป เฉพาะแผลที่อยู่ด้านในจมูก รวมไปถึงส่วนปลายของจมูกที่อาจทำให้ซิลิโคนทะลุออกมาได้ หากเนื้อบริเวณปลายจมูกมีน้อย
  3. จมูกเกิดการเบี้ยวเอียง กว่าจะที่จะจมูกจะสวยเข้ารูป จำเป็นต้องมีการดูแลอย่างระมัดระวัง เพราะกว่าที่ซิลิโคนจะกลายเป็นเนื้อเดียวกับจมูกต้องใช้เวลานานถึง 3 เดือนทีเดียว ดังนั้นการผ่าตัดด้วยการเสริมซิลิโคนนั้น อาจทำให้จมูกผิดรูป เกิดการเบี้ยวเอียงได้ เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อ การทานของแสลง การได้รับการกระทบกระเทือนจากภายนอก หรือแม้แต่การไอจาม ก็ล้วนแต่ก่อให้เกิดปัญหาเหล่านี้ได้ หากจมูกเสียรูปจำเป็นต้องรีบทำการแก้ไขโดยด่วน
  4. มีเลือดไหลในรูจมูก หลังจากการผ่าตัดจมูกเสร็จแล้ว นอกจากจะมีอาการบวมช้ำแล้ว บางครั้งการติดเชื้อจากแบคทีเรีย ที่ก่อตัวขึ้นบริเวณซิลิโคนทำให้เกิดการอักเสบ เป็นหนอง สำหรับผู้ที่มีสิวอักเสบขึ้นบริเวณจมูก จะทำให้เกิดปัญหาลุกลามมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก การดูแลรักษาความสะอาดและทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย

การทำศัลยกรรมผ่าตัดจมูกนั้นช่วยเสริมความงามให้กับใบหน้า ทำให้จมูกได้รูปสวยงามตามที่ต้องการได้ แต่ยังไงก็ตาม หลังจากทำเสร็จแล้วก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจรับผลข้างเคียง ที่อาจเกิดขึ้นได้ เอาไว้ด้วย

5 เรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับการทำศัลยกรรมหน้าผาก

การทำศัลยกรรม เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความสวยได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการทำศัลยกรรมจึงกลายเป็นเรื่องปกติของคนในยุคนี้ ซึ่งสามารถแก้ไขความบกพร่องของอวัยวะส่วนต่าง ๆ ไม่ว่า จะเป็น ตา จมูก ใบหน้า แต่การทำศัลยกรรมที่กำลังได้รับความนิยมอย่างหนึ่ง คือการทำศัลยกรรมหน้าผาก วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับการทำหน้าผากที่ควรรู้มาฝากกัน

  1. ศึกษารายละเอียด ก่อนการตัดสินใจทำศัลยกรรมทุกครั้ง ต้องมีการศึกษาหาข้อมูลก่อนทุกครั้ง โดยการเข้าไปปรึกษาศัลยแพทย์ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ทุกต้อง ในการประกอบการตัดสินใจ อีกทั้งการเลือกรูปแบบการทำศัลยกรรมหน้าผากให้เหมาะกับรูปหน้าของเราให้มากที่สุด และต้องมีการเตรียมตัว มีค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไรบ้าง
  2. ผู้ที่ควรทำศัลยกรรมหน้าผาก การทำศัลยกรรมหน้าผากนั้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีหน้าผากแบน ทำศัลยกรรมนี้จะช่วยปรับหน้าผากให้ดูมีมิติสวยงามมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ที่มีปัญหาเรื่องผิวหนังเหี่ยวย่นบนหน้าผาก จะทำใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้นได้
  3. รูปแบบการทำศัลยกรรมหน้าผาก มี 3 วิธี
  • การเสริมหน้าผากด้วยการฉีดไขมัน เป็นการนำไขมันในบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ไขมันหน้าท้อง ไขมันจากต้นแขน ต้นขา มาแยกเซลล์ไขมันออก แล้วจึงนำมาฉีดเข้าไปในบริเวณหน้าผาก เป็นวิธีการที่มีความปลอดภัย ไม่มีรอยแผลเป็น และยังดูเป็นธรรมชาติ แต่ผลจะสามารถคงอยู่ได้เพียง 1 ปีเท่านั้น
  • การผ่าตัดเสริมหน้าผากด้วยซิลิโคน เป็นการผ่าตัดเพื่อใส่ซิลิโคน ที่มีขนาดเหมาะสมกับรูปหน้า จะช่วยปรับให้ใบหน้าได้รูปสวยงามมากขึ้น และยังมีอยู่ได้นานกว่าการฉีดไขมัน
  • การเสริมหน้าผากด้วยการฉีดฟิลเลอร์ เป็นวิธีการฉีดสารเติมเต็มเข้าไปบริเวณหน้าผาก วิธีนี้จะช่วยแก้ไขจุดบกพร่อง ช่วยแก้ไขเรื่องปัญหาริ้วรอยบนหน้าผากได้เป็นอย่างดี
  1. ศัลยกรรมหน้าผากเสริมโหงวเฮ้ง โดยปกติแล้วสำหรับผู้ที่มีความเชื่อในเรื่องโหงวเฮ้ง จะนิยมในการทำหน้าผากโหนกนูน เพราะเชื่อว่าจะนำความโชคดี มีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต แต่ควรศัลยกรรมให้หน้าผากมีความโค้งนูนให้พอดี ให้เหมาะสมกับจมูกและใบหน้าของเราด้วย
  2. เตรียมตัวก่อนการผ่าตัด ก่อนทำการผ่าตัด จะต้องได้รับการตรวจร่างกายจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยละเอียดเสียก่อน ก่อนการทำการศัลยกรรม 1 – 3 วัน จะต้องงดเว้นยาประเภทแอสไพริน และวิตามินอี เพราะสารเหล่านี้จะมีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ด้วย

การทำศัลยกรรมหน้าผากได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เพราะความเชื่อในด้านโหงวเฮ้ง จึงทำให้การผ่าตัดหน้าผากโหนกนูนจะเพิ่มความโชคดี นอกจากนั้นการทำศัลยกรรมหน้าผาก ยังช่วยทำให้ใบหน้าดูมีมิติ แก้ปัญหาริ้วรอยบนหน้าผาก ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ได้อีกด้วย